ฟุตบอล : ตอนนี้ของ “อารมณ์คมคาย” มิได้มีเจตนาบิดเบือนชื่อเพลงของครูสุรพล สมบัติเจริญ แม้แต่น้อยนิด และมิได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเพลงเลย เพราะช่วงเวลาที่ตอนนี้ของคอลัมน์ “อารมณ์คมคาย”

ถูกเผยแพร่ออกไปนั้นตรงกับวันที่ 1 ต.ค. อาจเป็นวันเกิดของใครหลายคน และที่ผมต้องหยิบขึ้นมาเขียน เพราะมันเป็นวันครบรอบการรับงานคุมทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล หนึ่งในทีมบิ๊กโฟร์ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของ อาร์แซน เวนเกอร์ เทรนเนอร์เลือดน้ำหอมที่ย้ายจาก นาโกย่า แกรมปัส ทีมดังของ เจลีก ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครั้งนั้นการย้ายมาของผู้ชายคนนี้สร้างเครื่องหมายคำถามมากมายกับบรรดาสื่อและทีมต่างๆ ของแดนผู้ดี แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ อาร์แซน ตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ข้อครหา และเมื่อไม่มี เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ปลดระวางตัวเองไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ณ บัดนี้ เวนเกอร์ คือกุนซือที่มากประสบการณ์ที่สุดในลีกแดนผู้ดี เวนเกอร์ในสมัยคุม นาโกย่า เมื่อย้ายมาคุมปืนใหญ่เกิดข้อคำถามมากมายว่าเขาเป็นใคร 17 ปีที่แล้วของวันนี้ หนังสือพิมพ์ เดอะ ซัน สื่อจอมเมาท์ของประเทศอังกฤษ ขึ้นพาดหัวข่าวตัวโตในหน้ากีฬาของพวกเขาว่า “Arsene Who?” แปลง่ายๆ ว่า “อาร์แซน (เวนเกอร์) นี่มันใครวะ?? เพราะทันทีที่ บรูซ ริอ็อค กุนซือคนเก่าลาออกไปเมื่อ 12 ส.ค.1996 อาร์เซน่อล ก็ต้องใช้กุนซือรักษาการณ์อย่าง สจ๊วร์ต ฮุสตั้น และแพท ไรซ์ ไปพลางๆ โดยระหว่างนั้นมีชื่อของ โยฮันน์ ครัฟฟ์ “กุนซือเทวดา” อดีตเทรนเนอร์ของ บาร์เซโลน่า ทีมดังในลีกลา ลีกา สเปน เป็นเต็ง 1 ที่จะเข้ามาคุมทีมต่อ แต่อยู่ดีๆ บอร์ดบริหารอาร์เซน่อล ที่นำโดย เดวิด ดีน ประธานบริหารก็แต่งตั้งกุนซือคนนี้ขึ้นมาดิบๆ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ใช่กุนซือที่คุ้นเคยกับเกมลูกหนังแดนผู้ดีแต่อย่างใด แถมงานก่อนที่จะย้ายมายังถิ่นไฮบิวรี่ (เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม สร้างในปี 2006) คือการคุมทีมอย่าง นาโกย่า แกรมปัส เอท ทีมในลีกแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งถ้าเทียบตามการพัฒนาครานั้นวรรณะยังต่างกัน 12 ชั่วโคตร เจ๊จากฝรั่งเศสปรากฏกายได้แค่ 2 ปีก็พาอาร์เซน่อลเถลิงแชมป์ และไม่ใช่แชมป์เดียวมันคือ ดับเบิ้ลแชมป์!! แต่ เวนเกอร์ ไม่ใช่คนที่จะมานั่งสาธยายว่าตัวเองเก่งอย่างนั้น เทพอย่างนี้ แต่เขาเลือกที่จะตอบคำถามของบรรดาสื่อแดนผู้ดีด้วยผลงาน เพียงปีแรกที่เขาเข้ามาคุม อาร์เซน่อล ก็พาทีมจบด้วยอันดับ 3 ที่มีแต้มเท่ากับอันดับ 2 อย่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แต่แพ้ลูกได้เสียเท่านั้น เล่นเอาแดนผู้ดีต้องจับตากุนซือรายนี้เป็นพิเศษ และในฤดูกาลต่อมา (1996-97) อาร์เซน่อล ภายใต้เงื้อมมือของ เวนเกอร์ ก็ผงาดคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในลีกแดนผู้ดี ทั้งแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ และเป็นที่มาของยุคแบ็กโฟร์ยุคแรกอย่าง ไนเจล วินเทอเบิร์น, ลี ดิ๊กซั่น, สตีฟ โบลด์ และโทนี่ อดัมส์ นั่นเอง พร้อมการเกิดของดาวโรจน์อีกหลายดวง ทั้ง เอ็มมานูเอล เปอตีต์, ปาทริค วิเอร่า, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส และนิโกล่าส์ อเนลก้า รวมไปถึง “ดิ ไอซ์เบิร์ก” เดนนิส เบิร์กแคมป์ หอกดัตช์ทีได้รับการยอมรับว่า “คลาสสิกที่สุด” ในโลกคนหนึ่ง เสียดายอย่างเดียวเป็นโรคกลัวเครื่องบิน ฉายานักปั้นมือทองคือการเสก เปอร์ตีต์ และโอเวอร์มาร์ เป็นนักเตะระดับโลก และปลุกความเก่งกาจของ ดิ ไอซ์เบิร์ก ให้ขึ้นระดับโลก นับตั้งแต่นั้นมา เวนเกอร์ ก็เดินหน้าคว้าความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้กับ อาร์เซน่อล ที่โดดเด่นต่อมาคือการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2003-04 ที่เป็นการคว้าแชมป์แบบ “Invisibles” หรือไม่แพ้ใครแม้แต่เกมเดียว ด้วยผลงานลงเล่น 38 เกม ชนะ 26 เสมอ 12 มีแต้มห่างรองจ่าฝูงอย่าง เชลซี ถึง 11 แต้ม ยิ่งทำให้ เวนเกอร์ กลายเป็นโคตรกุนซือของโลกไปในบัดดล เพราะการทำทีมเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การเป็นแชมป์แบบไม่แพ้ใครเลยนี่มันยากยิ่งกว่า ส่วนอีกหนึ่งสถิติที่น่าชื่นชมในผลงานของเทรนเนอร์รายนี้คือการทำ อาร์เซน่อล ไม่แพ้ใครเลย 49 เกม ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ และยังไม่มีใครที่จะหาญกล้ามาพิชิตลงไปได้ แต่ให้เก่ง ให้เฮง หรือให้รวยแค่ไหนก็เถอะ งานฉลอง 17 ปีของ เวนเกอร์ ไม่มีมารมาแอบตัดริบบิ้นก็เลยลุล่วงไปได้ด้วยดี มีการฉลองครบรอบ 17 ปีของ เวนเกอร์ แบบเล็กๆ หลังจบเกมลีกนัดที่ “เดอะ กันเนอร์ส” บุกเฉือนชนะ สวอนซี ซิตี้ 2-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวพูดกับบรรดาสื่อว่า “ชัยชนะในเกมนี้มันยิ่งกว่าเค้กแสดงความยินดี เราได้เห็น อาร์เซน่อล ที่แตกต่างออกไปในฤดูกาลนี้ เรามีอะไรมากกว่าที่ผ่านมา และเล่นกันได้ชัดเจนมากขึ้น นี่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เราเพิ่งเล่นแค่ 6 เกม และอย่าลืมว่าเราก็เคยวิกฤติเช่นกันหลังจบเกมแรกของฤดูกาล (แพ้ แอสตัน วิลล่า 0-1) ปีนี้เป็นปีที่เรามีโอกาส แต่โอกาสนั้นก็เปิดกว้างเช่นกัน ทีมอย่าง สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน มีพัฒนาการที่ดีพอจะเป็นทีมระดับท็อปโฟร์ของตารางคะแนน” คุณเห็นอะไรจากบทสัมภาษณ์เหล่านี้ เวนเกอร์ นอกจากเอกอุในเรื่องของแท็กติก มาปีนี้เขาลดความมั่นใจเกี่ยวกับศักยภาพลง แต่เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของทีมมากขึ้น เขาละเอียดอ่อนและละเมียดละไมกับทุกวินาทีในการทำงาน เขาใส่ใจและรับฟังทุกความเห็น ทุกคำวิจารณ์ ทุกคำชม ที่ประเดประดังเข้า มีนักข่าวไปถามถึงการคุมทีมตลอด 17 ปีที่ผ่านมาของเขา เวนเกอร์ ตอบได้น่าฟังและยิ่งทำให้ผมรักเขามากขึ้นไปอีก เพราะให้ความเห็นว่า “แรงกดดันที่หนักที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือการที่คุณขับรถกลับบ้านมาในคืนวันเสาร์ที่ทีมของคุณแพ้ และคิดว่ามีบางคนร้องไห้เพราะผลการแข่งขันของทีม นั่นคือแรงกดดันมหาศาล นำมาซึ่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ และผมรู้สึกว่ายังต้องอยู่กับสโมสรไปอีกนาน นี่คือโชคร้าย และที่หนักกว่านั้นคือความรับผิดชอบที่ตามมา สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมรักในเกม รักในงานที่ผมทำ ผมปรารถนาให้ทุกอย่างออกมาดี เท่าที่ผมจะทำได้ และไม่เคยเอาเรื่องของสถิติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โชคร้ายที่บางครั้งในการทำงาน ผมรู้สึกว่ามีค่าเฉลี่ยมากมาย ยามที่ไม่สามารถสร้างผลการแข่งขันที่คาดหวังไว้ แต่ก็มีบางสิ่งที่คอยผลักดันให้เกิดความพยายามที่ยอดเยี่ยม และนั้นคือเชื้อเพลิงของผม” เมื่อไร้สุดยอดคู่ปรับแห่งยุค เวนเกอร์ ก็มั่นใจว่าอาร์เซน่อล มีลุ้นในการคว้าแชมป์ในปีนี้มากขึ้น “หนึ่งในความยากของการเป็นผู้จัดการทีมคือ เรารู้ว่ามีคนถูกไล่ออกจากงานกว่า 14 คนในทุกเช้าวันศุกร์ และจากนั้นก็มีการจ้างพนักงานใหม่ในทุกๆ เช้าวันจันทร์ พร้อมกับคำพูดที่ว่า “แน่นอน เราจะเริ่มต้นกันใหม่ ผมจะดึงคุณกลับมาที่บอร์ด” ยามที่คุณมีนักเตะ 25 คนและทุกวันศุกร์คุณต้องเลือกพวกเขาลงเล่น บางทีเราก็ทำให้คนเหล่านั้นเป็นคนว่างงาน และทำให้สัญชาตญานของเขานั้นลดน้อยลง บางคนไม่ได้ลงเล่น หรือบางคนที่มีอาการบาดเจ็บ เขารู้สึกว่าเขากำลังอยู่ในอันตราย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สโมสรจะแสดงให้เห็นถึงความเคารพนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ว่าพวกเขาเองก็พร้อมที่จะแสดงอะไรดีๆ ให้เห็นได้” ไหนๆ ก็มานาน 7 ปีต้องแชมป์อย่างน้อยๆ ต้องเอฟเอ คัพ ลีก คัพไม่นับนะแคลชชช แม้ 7 ปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อล จะไม่ประสบความสำเร็จในรายการใดเลยก็ตาม แต่ถ้าจะมีซักปีที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลง มันก็ต้องเป็นปีนี้แล้วล่ะครับ เวนเกอร์ เคยประกาศชัดเจนว่าการต่อสัญญาฉบับใหม่ของเขาจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อการันตีความสำเร็จในฤดูกาลนี้ได้ ผมไม่รู้ว่า เวนเกอร์ จะสามารถคว้าความสำเร็จ หรือจะต่อสัญญาหรือไม่ แต่ถ้าให้เลือกระหว่างบอร์ดบริหารกับ อาร์เซน เวนเกอร์ ผมมั่นใจว่าเหล่า “กูนเนอร์ส” ทั้งหลายเลือกเทรนเนอร์เฟร้นช์แมนคนนี้อยู่ในหัวใจ เหมือนคำขวัญที่ว่า “In Arsene We Trust” มันจะประจักษ์และกึกก้องอยู่ในใจและตลอดไปกับทีม ปืนใหญ่ ต่อจากนี้นั่นเอง